top of page
แคนดิด-2.jpg

ตึกยาวบวรนคร จดหมายเหตุที่มีลมหายใจและพื้นที่ทางปัญญาแห่งเมืองคอน

99.png

บวรรัตน์ สุวรรณมณี

7598517.png

"ตึกยาวบวรนคร" : จดหมายเหตุที่มีลมหายใจ และพื้นที่ทางปัญญาแห่งเมืองคอน หากสถาปัตยกรรมคือจดหมายเหตุ
ที่ยังมีลมหายใจ "ตึกยาวบวรนคร" ก็คงเป็นหนึ่งในบันทึกหน้าสำคัญที่สุดของจังหวัดนครศรีธรรมราช
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราได้พูดคุยกับนายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ผู้ปลุกปั้นโครงการนี้และยังเป็นทายาทผู้รับ
สืบทอดตึกยาวบวร โดยคุณหมอได้เล่าถึงที่มาและแนวคิดสำคัญในการคืนชีวิตใหม่ให้กับตึกประวัติศาสตร์แห่งนี้

แนวคิดแรกเริ่มของตึกยาวบวรนคร คืออะไร

ตึกนี้เริ่มสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2440 โดยเถ้าแก่ค้าแร่ชาวจีนจากสิงคโปร์ ที่มาตั้งถิ่นฐานใหม่เพื่อทำการค้า
ดีบุกที่นครศรีธรรมราช เพราะในสมัยนั้นที่นี่เป็นแหล่งรวมดีบุกของภาคใต้เพื่อส่งออก

ในยุคแรกกิจการเป็นอย่างไรเราไม่ทราบแน่ชัด รู้แต่ว่ามีซินแสจากเซี่ยงไฮ้ ชื่อว่า "หมอ ที.ที. เวนส์" ซึ่งทำงานอยู่ที่
โรงพยาบาลนครคริสเตียนของมิชชันนารี มาใช้เวลาว่างเปิดโรงพยาบาลส่วนตัวที่ตึกนี้อยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกครั้งเมื่อชาวนครกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันราว ๆ ปี 2460 เพื่อทำกิจการเพื่อสังคมและพัฒนาเมืองนคร ตั้งตัวเป็น "นครสมาคม" คือคนนครที่รักบ้านรักเมืองมารวมตัวกัน และขอใช้อาคารหลังนี้เป็นที่ตั้งสมาคม
ในขณะเดียวกันก็เปิดเป็นโรงเรียนจีนชื่อว่า "โรงเรียนจีนสยามนครศรีธรรมราช"

จากการศึกษาประวัติศาสตร์ เราเชื่อว่าอาคารหลังนี้น่าจะสร้างราวปี 2440 ซึ่งเป็นสมัยที่ทางราชการอยากปรับปรุงบ้านเมือง ประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงทางการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวจีนทั้งจากสิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้
และชาวนครจึงร่วมกันสร้างอาคารเหล่านี้ขึ้น จนกลายเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดที่เป็นของราษฎรในนครศรีธรรมราช

คุณหมอมีเป้าหมายในการรีโนเวทตึกนี้อย่างไร 

ตอนที่รู้ข้อมูลเบื้องต้น เราได้ไปทำการศึกษาก่อนว่าสิ่งที่รู้มาตรงกับความเป็นจริงไหม โดยไปสำรวจทั้งที่สิงคโปร์

ปีนัง ภูเก็ต สงขลา และตะกั่วป่า ซึ่งเป็นแหล่งที่มีบ้านเก่าแก่ ผลการศึกษาพบว่าอาคารหลังนี้มีความพิเศษคือ

รูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร อาคารหลังนี้ร่วมสมัยกับยุคปี 2440 ของสิงคโปร์มากกว่าปีนัง สไตล์ของอาคารเป็นแบบ Strait Shop House หรือบางคนเรียกว่า Peranakan (เปอรานากัน) หรือ ชิโน-ยูโรเปียน แต่สถาปนิกยุคหลังสรุปว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบ "Eclectic Architecture" หรือแบบผสมผสาน คือเจ้าของบ้านชอบแบบไหนก็เอาแบบนั้นเข้ามา

 

สรุปคือเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของคนบนคาบสมุทรที่นิยมสร้างบ้านแบบร้านค้า (Shop House)

ตัวอาคารเป็นทรงกล่องสี่เหลี่ยมแบบอินเดีย แต่ประดับตกแต่งหน้าจั่วแบบจีน ในขณะเดียวกันก็รับอิทธิพลฝรั่ง

มาใส่ด้วย จึงกลายเป็นความผสมผสานแบบ นีโอ-คลาสสิก (Neo-Classic)

 

ความพิเศษอีก 2 เรื่องที่แม้แต่คนสิงคโปร์และปีนังมาเห็นยังตกใจ คือ ความกว้างเป็นพิเศษ (เกือบ 5 เมตร ต่างจากอาคารจีนทั่วไปที่กว้าง 2-3 เมตร) และเพดานที่สูงมาก ทำให้ใครเข้ามาก็ต้องอุทานว่า "ทำไมสูงอย่างนี้"

ผมคิดว่าเรามีโจทย์ 2 ใหญ่ ก็คือโจทย์ที่ 1 คือเราจะรักษาสภาพเดิมยังไง แล้วที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วเราจะเปลี่ยน

กลับมาให้เหมือนดั้งเดิม หรือว่าเราจะรักษาแบบที่ถูกเปลี่ยน หรือรื้อออกแล้วสร้างใหม่ให้เป็นแบบแบบ Post Modern โจทย์ที่ 2 คือ เราทำไปทำไม ตามประวัติศาสตร์อาคารหลังนี้ถูกสร้างเป็นร้านค้าเป็นโรงพยาบาล โรงเรียน โรงเตี๊ยม

โรงยาฝิ่น โรงแรม โรงไม้ แล้วก็มาเป็นร้านหนังสือที่เรียกว่า "นาคร-บวรรัตน์"

IMG_4974.jpg
แคนดิด (1).jpg

การรีโนเวทตึกเก่า มักจะมี 2 ทางเลือก ก็คือการทำให้เหมือนใหม่กับการเก็บร่องรอยเก่าเอาไว้ ทำไมคุณหมอถึงตัดสินใจเก็บร่องรอยเก่าเอาไว้

เหตุผลที่เราตัดสินใจเก็บของเก่าไว้ เพราะแม้ว่าของเก่าจะชำรุดทรุดโทรม แต่มันทำให้เราระลึกถึงอดีตที่เคยเป็นมา

ไม่ว่าอดีตนั้นจะเป็นบวกหรือลบ ทุกอดีตล้วนมีความหมายหากเราเรียนรู้และนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น

ที่สำคัญคือ ตึกนี้เป็นร่องรอยความรุ่งเรืองที่อยากให้คนนครเห็นว่า "เฮ้ย บ้านเรามีสิ่งดี ๆ เหล่านี้อยู่นะ" และยังเป็นประจักษ์พยานว่า ภูมิปัญญาช่างสมัยก่อนที่สร้างตึกโดยไม่ต้องใช้เสาเข็ม ก็สามารถยืนหยัดมาได้ถึง 120 ปี

 

ในการอนุรักษ์ครั้งนี้ เราเจอกับโจทย์ท้าทายเรื่อง "รอยต่อของกาลเวลา" เดิมทีตึกนี้เคยถูกปรับจากสไตล์นีโอ-คลาสสิค

ให้เป็นโมเดิร์น เมื่อปี 2500 เราจึงต้องเลือกว่าจะย้อนกลับไปหาของดั้งเดิมหรือรักษาของที่เปลี่ยนไปแล้ว

สุดท้ายเราเลือกที่จะเก็บไว้ทั้งคู่ ทั้งรอยเก่าดั้งเดิม รอยกลางยุคโมเดิร์น และเติม "รอยใหม่" เข้าไปเพื่อบอกว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอ

 

สถาปนิกจึงแก้โจทย์ด้วยการดึงซุ้มโค้งแบบนีโอ-คลาสสิกกลับมาด้วยวัสดุใหม่แบบ Post-Modern ซ้อนทับไปกับโครงสร้างโมเดิร์นเดิม แล้วคลุมด้วยโครงสร้างเหล็กและกระจกเพื่อความมั่นคง จนกลายเป็นการอนุรักษ์แนวใหม่

ที่ไม่ได้แค่แช่แข็งอดีต แต่เป็นการ "รักษาของเดิมแต่ละยุคสมัยไว้ ซ้อนยุค ซ้อนสมัย" เพื่อให้ตึกหลังนี้มีชีวิต

และไปต่อได้ในอนาคต

มีแนวคิดในการบูรณะอย่างไรเพื่อให้ตึกเก่ากลับมามีชีวิตใหม่

คือส่วนใหญ่เวลาเขาบูรณะ ก็คือรักษาความเก่าไว้ แต่เราอยากจะบูรณะให้มีชีวิตใหม่ด้วย เพราะโลกข้างหน้ามันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ เราต้องเติมสิ่งที่ยังเหมาะสมกับคนยุคใหม่ เช่น ต้องมี Co-working space

มีพื้นที่นั่งชิดนั่งแชท และมีคาเฟ่ ในขณะเดียวกันก็มีแหล่งมั่วสุมเรียนรู้ เพราะครั้งหนึ่งเราบอกให้ที่นี่เป็น

แหล่งมั่วสุมของเมือง ด้วยเหตุนี้พอเราออกแบบเสร็จ เราก็หาที่ปรึกษามาช่วยออกแบบให้เรา จึงได้ 3 ฝ่ายมาช่วยกัน

 

ฝ่ายที่ 1 คือสถาบันอาศรมศิลป์ ที่เขาออกแบบอาคารสารพัดอย่างในประเทศไทย เช่น สัปปายะสภาสถาน หรือสวนโมกข์กรุงเทพฯ สถาบันอาศรมศิลป์เป็นคนออกแบบ เราได้ฝ่ายนี้มาศึกษาและออกแบบ

ฝ่ายที่ 2 เราก็ได้ทางอาจารย์จุฬาฯ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์

โดยเฉพาะฝ่ายที่ 3 คือ ลูกหลานเมืองนครที่เชี่ยวชาญเรื่องของ Lightning Design

 

ขณะเดียวกันเราได้ทีมในนครอีกทีมหนึ่ง คือ ทีม SML Studio มาทำ Interior Design ให้เราเพื่อตอบโจทย์พวกนี้

โชคดีอีกขั้นคือ เราได้ผู้ทำการซ่อมมือดีที่สุดของประเทศนี้ ทวีมงคลและทีมไม้ เราก็ได้อีกทีมที่ทำเรื่อง

บูรณะมฤคทายวันที่ชะอำก็มาช่วยกันทำ สุดท้ายเราก็บูรณะตามหลักคิด คือรักษาของเก่าเอาไว้ให้มากที่สุด

แต่ตรงไหนที่มันหมดสภาพจริงๆ ก็ต้องลอกออก แต่บางส่วนเราก็ทิ้งไว้ให้เห็น เพื่อที่จะได้เรียนรู้ของเก่า

ขณะเดียวกันก็เพื่อใช้ประโยชน์ในยุคสมัยใหม่

ปัจจุบันเป็นไปตามเป้าหมายที่อยากจะให้เป็นแล้วหรือยัง

การเรียนรู้มันเป็นหัวใจของชีวิตครับ ผมคิดว่าความเป็นมนุษย์เนี่ยมันอยู่ที่การเรียนรู้ เพราะเราก็เติบโตมา 

มีสมอง มีศักยภาพ อุตส่าห์วิวัฒนาการมาจนเป็นมนุษย์แล้ว เพราะฉะนั้นหัวใจก็คือการเรียนรู้

ที่สำคัญคือในนครศรีธรรมราช ซึ่งจังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่ได้ชื่อว่า เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้มาแต่ไหนแต่ไร

ด้วยเหตุดังกล่าว เราก็เลยทำให้ที่นี่เป็นแหล่งมั่วสุมของคนที่สนใจในการเรียนรู้ เราตั้งเป้าว่าให้ที่นี่เป็น

"แหล่งมั่วสุม เรียนรู้ทางปัญญา" ของผู้คน

ในปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้ก้าวไปถึงเป้าหมายการเป็นแหล่งมั่วสุมทางปัญญาอย่างที่ตั้งใจไว้หรือยัง

ผมจะบอกอย่างนี้ครับว่า เราได้ออกแบบอาคารหลังนี้ 1 คือชั้นบน เราออกแบบให้เหมือนกับบ้านจีนแต่ก่อน มีห้องนอน ห้องทำงาน ห้องกินข้าวและห้องรับแขก ให้เราได้เห็นว่า "อ๋อ อาคารมันเป็นอย่างนี้ การบูรณะมันเป็นอย่างนี้" เพราะฉะนั้น แหล่งการเรียนรู้ของที่นี่ คือ การเรียนรู้ถึงการอนุรักษ์ การเรียนรู้ถึงการรักษา คณะเชี่ยวชาญจากสมาคมสถาปนิกสยาม

มาถึงที่นี่เมื่อวันก่อน เขาบอกว่า "นี่มันระดับนานาชาติแล้ว ไม่ใช่ระดับประเทศ หรือระดับเมืองนคร"

เพราะฉะนั้น ความเป็นบ้านจีน หลายฝ่ายบอกว่ามันไปไกล มีชาวออสเตรเลียที่เป็นนักการเมืองและนักการทูตมาถึงแล้วบอกว่า "เฮ้ยนี่มันระดับ Asia Pacific of UNESCO" ในส่วนของข้างล่าง เราออกแบบไว้ ให้มีองค์ประกอบเสริม

เพื่อส่งเสริมการเป็นแหล่งมั่วสุมการเรียนรู้ อย่างแรกเลยคือ เรามีห้องกลางที่ทำเป็นห้องบวรรัตน์นิทรรศการ

ที่ใครอยากจะจัดกิจกรรมอะไรก็มาจัดที่นี่ ถ้าหากว่าใช้ไม่พอก็ขยายไปลานข้างหน้า ที่เรียกว่า ลานกิจกรรม

เราเรียกที่นี่ว่าห้องหนังสือ เพราะที่นี่เคยเป็นร้านหนังสือมาก่อน เป็นส่วนที่เราจะฟื้นฟูความเป็นร้านหนังสือและห้องสมุด มีตู้หนังสือที่รวบรวมงานเขียน วรรณกรรม หรือเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับภาคใต้มาไว้ เพื่อที่ถ้าใครอยากซื้อ

อยากหาหรืออยากค้นคว้า

คาเฟ่ ที่เป็นคาเฟ่ที่ไม่ธรรมดา ซึ่งจะสร้างอยู่ต่อท้ายอาคารหลังนี้ เป็นการต่อเติมส่วนท้ายออกไป

ทำเป็น Glass Houses ที่เป็นอาคารกระจกเพื่อให้ดูเปิดโล่ง และเรื่องสำคัญที่เชื่อว่าจะช่วยเติมอารมณ์

และความรู้สึกให้กับอาคารหลังนี้คือ การเอาแผนที่โบราณที่ชาวต่างชาติวาดไว้ ซึ่งปรากฏนครศรีธรรมราชกับภาคใต้

ในแผนที่โลกตะวันตกเมื่อประมาณ 400 ปีก่อน โดยฝรั่งจะเรียกเมืองนครว่า "ลิกอร์" เลยเป็นที่มาของ

คาเฟ่ที่ชื่อ Café de Ligor  

ถ้าสมมติว่าตึกบวรนครเป็น “ครู” คนหนึ่ง ที่อยู่ตรงนี้มา 100 ปี คุณหมอคิดว่าครูคนนี้ กำลังสอนอะไรให้กับคนนครศรีธรรมราช

ถามว่าครูคนนี้สอนอะไร โดยลึก ๆ ตั้งใจที่จะนำเสนอเรื่องของ "จิตวิญญาณแห่งความเป็นคนนคร" ที่อยู่ที่นี่มา

120 ปี ซึ่งจิตวิญญาณของคนนคร ผมคิดว่ามีหลักการที่มั่นคงว่า "ฉันอยู่ที่นี่ แต่ฉันจะไม่นิ่ง ฉันจะเรียนรู้สิ่งอื่น ๆ แล้วก็เลือกเก็บสิ่งที่ทรงคุณค่าเอาไว้" เป็นประจักษ์พยานว่า เราอยู่ที่นี่ เราเลือกเก็บและเริ่มสร้างสรรค์ ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องHard side กับ Soft side ซึ่ง Hard side เนี่ยเราจะเห็นตัวอาคารกับวัตถุ แต่ Soft side ผมให้คำว่า 'จิตวิญญาณ' คือ จิตวิญญาณที่พร้อมเรียนรู้ ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และเลือกสิ่งดี ๆ เอามาสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ของตนเองและบ้านเมือง เพราะฉะนั้น สิ่งที่อยากจะให้เรียนรู้ก็คือ เมืองนี้เป็นคนดี มีของดี แล้วก็สนับสนุนให้ช่วยกันให้เกิดความรู้สึก ช่วยกันสร้าง ช่วยกันทำต่อ

แคนดิด.jpg

เนื่องจากตึกนี้เป็นตึกแรก ๆ ที่สร้างขึ้นในย่านนี้ซึ่งเป็นหลักฐานของการมาตั้งถิ่นฐานในย่านนี้เมื่อ 120 ปีที่แล้ว

ตึกนี้กลายเป็นโรงเรียน โรงพยาบาล โรงเตี๊ยม เป็นสถานที่พบปะ ทำให้ย่านท่าวังแต่เดิมซึ่งเป็นตลาดการค้าอยู่แล้ว

ก็ค่อย ๆ ขยายตัวกลายเป็นย่านการค้าที่สำคัญ หลังจากสร้างตึกนี้เสร็จ ก็เกิดสถานีรถไฟขึ้น ก็ทำให้ชุมชนทั้งหลายในนครศรีธรรมราชก่อตัวและขยายตัวขึ้นในย่านนี้ และตึกนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นครศรีธรรมราชรุ่งเรือง

 

การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องของเวลา พอนานๆ เข้า ท่าวังอาจจะไม่พอที่จะรองรับเศรฐกิจยุคใหม่ที่ต้องขยายตัว

แต่ยังไงก็ตามของเก่ามันยังมีคุณค่า การที่เรารีโนเวทอาคารหลังนี้ เพื่อที่จะโน้มน้าวว่า ของเก่าที่มีค่ามันดี

ถ้าเรามาร่วมกันสร้างสรรค์มันก็เกิดขึ้นได้

ถ้าวันนึงไม่มีคุณหมอทำ แล้วใครจะมาสานต่อ

ถ้าจะบอกคนรุ่นใหม่ๆ อยากบอกอะไร

ผมว่าในโลกสมัยใหม่มีความท้าทายตรงที่มีทั้งของเก่าและของใหม่ มีทั้งอดีตและอนาคต สำหรับผม อย่าละเลยอดีต

จงเรียนรู้ทำความเข้าใจและเก็บไว้เป็นฐาน แล้วลงมือทำกับปัจจุบันทันที โดยคำนึงถึงอนาคตบางส่วน แต่อย่าคำนึงถึงอนาคตมากเกินไป ให้มุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วคุณจะพบว่ามันช่วยเติมเต็มชีวิต

ตึกยาวบวรนครมีความเชื่อมโยงกับย่านท่าวังอย่างไร

สำหรับผมเรื่องสานต่อเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ในอนาคต "ถ้าเราเป็นห่วงอนาคตมาก กลัวว่าจะไม่มีคนสานต่อ งั้นเราก็คงไม่ทำปัจจุบัน" สำหรับผม ผมจะทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เรื่องของการสานต่อไม่ใช่เรื่องของผม

มันเป็นเรื่องของคนในอนาคต ถ้าเขาเห็นประโยชน์และคุณค่า

 

สิ่งที่ผมคิดว่ามีเรื่องหนึ่งที่ทุกคนมีอยู่ลึก ๆ ก็คือความรัก และความภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง

ผมเชื่อว่าทุกคนมีมันอยู่ อยู่ในระดับพันธุกรรมด้วยซ้ำ มันจะถูกตกผลึกว่า ของดีมีอยู่จะต้องช่วยกันรักษาไว้

กลับไปบ้านของพวกคุณ ที่เมืองนอนของพวกคุณ สิ่งนั้นแหละ คือการสานต่อที่ดีที่สุด ยั่งยืนที่สุด

ไม่ใช่เพียงแค่ตึกยาวบวรนคร แต่เป็นที่ไหนก็ได้

เว็บ-2_edited.jpg

ทินพล เณรานนท์

ทินพล เณรานนท์(แต่งแล้ว).jpg

ช่างภาพวิดีโอ

เรียบเรียงเนื้อหา \ ลำดับภาพ 

สุธิดา คงทองจีน

ก้องเดช สุขลิ้ม(แต่งแล้ว).jpg
สุธิดา คงทองจีน.(แต่งแล้ว)jpg.jpg

ก้องเดช สุขลิ้ม

ช่างภาพนิ่ง \  ตัดต่อวิดีโอ

จิรศักดิ์ สุขกุลปริวรรต(แต่งแล้ว).jpg

จิรศักดิ์ สุขกุลปริวรรต

ครีเอทีฟ \ เรียบเรียงเนื้อหา

เขียนบท \ เรียบเรียงเนื้อหา

บวรรัตน์ สุวรรณมณี

บวรรัตน์ สุวรรณมณี(แต่งแล้ว).jpg
ปริยาภัทร นนทรีย์(แต่งแล้ว).jpg

ปริยาภัทร นนทรีย์

เรียบเรียงเนื้อหา \ ลำดับภาพ 

ผู้ช่วยช่างภาพนิ่ง

มณัฐวิชญ์ มโนสาร

มณัฐวิชญ์ มโนสาร(แต่งแล้ว).jpg

เรียบเรียงเนื้อหา \ ลำดับภาพ 

ปริยาภัทร นนทรีย์

เว็บ-2.jpg
ทินพล เณรานนท์(แต่งแล้ว).jpg

ทินพล เณรานนท์

ช่างภาพนิ่ง \  ตัดต่อวิดีโอ

บวรรัตน์ สุวรรณมณี(แต่งแล้ว).jpg
ก้องเดช สุขลิ้ม(แต่งแล้ว).jpg

บวรรัตน์ สุวรรณมณี

เขียนบท \ เรียบเรียงเนื้อหา

ก้องเดช สุขลิ้ม

ช่างภาพวิดีโอ

ปริยาภัทร นนทรีย์(แต่งแล้ว).jpg
สุธิดา คงทองจีน.(แต่งแล้ว)jpg.jpg

สุธิดา คงทองจีน

มณัฐวิชญ์ มโนสาร(แต่งแล้ว).jpg

เรียบเรียงเนื้อหา \ ลำดับภาพ 

มณัฐวิชญ์ มโนสาร

จิรศักดิ์ สุขกุลปริวรรต(แต่งแล้ว).jpg

ผู้ช่วยช่างภาพนิ่ง

จิรศักดิ์ สุขกุลปริวรรต

ครีเอทีฟ \ เรียบเรียงเนื้อหา

เรียบเรียงเนื้อหา \ ลำดับภาพ 

ปริยาภัทร นนทรีย์

bottom of page